คำว่า Blog มาจากคำว่า WeBlog ซึ่งประกอบด้วยคำว่า Web + Log มาย่อลงให้เหลือแค่ Blog ซึ่งจริงๆ แล้ว Weblog เป็นคำที่ใช้เรียกหน้าของเว็บที่เป็นแหล่งรวมลิงค์ไปสู่เว็บไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจซึ่งรวบรวมขึ้นโดยองค์กรหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คล้ายๆ ไกด์สู่โลกอินเตอร์เน็ตนแบบเฉพาะบุคคล แต่หลังจากที่หลายๆ เว็บไซต์ เช่น www.blogger.com เปิดตัวและเรียกบริการของตัวเองว่า Blog อย่างเป็นทางการเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา คำว่า Blog ก็กลายเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกพื้นที่บนอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของเว็บไซต์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เหมือนไดอารี่ออนไลน์ซึ่งอนุญาตให้ผู้อ่านแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าของไดอารี่ได้
หน้าตาของ Blog นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเว็บเพจที่ประกอบด้วยตัวหนังสือเป็นหลักทั่วๆ ไป เช่น หนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่เราคุ้นเคยกันดี ส่วนรูปแบบการจัดหน้าและรายละเอียดลูกเล่นต่างๆ นั้นจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละ Blog ขึ้นอยู่กับความชอบและความสนใจของเจ้าของ เช่น บาง Blog อาจใส่รูปภาพของตัวเองเอาไว้ด้านบน ใช้ภาพที่ชอบเป็นพื้นหลัง หรือใช้สีที่ฉูดฉาดตัดกัน Blog ที่สร้างสรรค์มากๆ จะเต็มไปด้วยดีไซต์ที่มีลักษณะเฉพาะ ในขณะที่หลายๆ Blog มักมีลักษณะที่เรียบง่ายเหมือนๆ กันตามแบบที่เจ้าของบริการไว้ให้แต่แรก Blog จึงมีความหลากหลายรูปแบบพอๆ กับลักษณะของคน
Blog เป็นเครื่องมือใหม่ที่มาแรงมากในอินเตอร์เน็ต เพราะสามารถดัดแปลงใช้ได้สารพัด แต่ที่ใช้กันมากที่สุด ก็คือการเขียนบันทึกประจำวันส่วนตัว ที่แบ่งให้คนอื่นอ่านด้วย บันทึกเหล่านี้ ถูกใช้เป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นสู่สาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เพราะเงื่อนไขของ blog คือความเป็นส่วนตัวที่เปิดเผย ไม่ใช่กระดานสนทนาสาธารณะ ดังนั้น เจ้าของ blog จึงมีอิสระเต็มที่ที่จะเขียนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งจะต่างกับกระดานสนทนา ที่ส่วนใหญ่เป็นการตั้งคำถาม และคาดหวังคำตอบ แต่สำหรับ blog แล้ว คำตอบเป็นแค่องค์ประกอบที่จะมีหรือไม่ก็ได้ และเนื้อหาของ blog จะไม่ถูกตีกรอบด้วยข้อกำหนดของกระดานข่าว มีแต่เจ้าของ blog นั่นเอง ที่จะตีกรอบตัวเอง
ประโยชน์ blog
ที่มา : นิตยสาร Marketeer mahathai.ac.th